ผมได้เข้าศึกษาออนไลน์ที่ Stanford เกี่ยวกับเรื่อง Child Nutrition and Cooking ซึ่งใช้เวลาทั้งหมด 4 สัปดาห์หลังเรียนเสร็จจึงคิดว่าจะมีประโยชน์สำหรับทุกคนไม่เฉพาะกับคนที่มีลูกเท่านั้น บทความนี้จึงขอเขียนเพื่อทบทวนสิ่งที่ผมเรียนรู้และสิ่งที่จะนำไปใช้ได้จริง
อาหารที่เปลี่ยนไป
ปัจจุบันเทคโนโลยีมีการพัฒนาไปมาก จากเดิมที่ผู้คนต้องซื้อแหล่งอาหารจากท้องถิ่น นำกลับบ้านปรุงอาหารเอง ตอนนี้สามารถซื้ออาหารจากถิ่นอื่นๆ จากห้างชั้นนำ พร้อมทั้งยังมีอาหารพร้อมทานสำเร็จรูป ทำให้ชีวิตคนในยุคปัจจุบันนั้นมีความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตมากยิ่งขึ้น
บทเรียนของ Child Nutrition and Cooking เนื้อหาวิชานี้จะเป็นการเน้นการทำอาหาร และเรียนรู้เรื่องสารอาหารเพื่อปลูกฝังผู้ปกครองทำอาหารให้เด็กรับประทานสิ่งที่ดีมีประโยชน์และให้ตระหนักถึงอันตรายของอาหารสำเร็จรูปในรูปแบบต่างๆ
การทำอาหารที่บ้านมีข้อดีอย่างไร
คนสมัยใหม่มักจะนิยมออกไปกินอาหารนอกบ้าน หรือไม่ก็ซื้อเข้ามากิน ซึ่งการทำอาหารภายในบ้านนี้มีข้อดีดังนี้
- สะอาดถูกสุขลักษณะ แน่นอนทุกครั้งที่เราซื้อผัก ซื้อเนื้อสัตว์ก่อนจะทำอาหารเราจะต้องล้างก่อนเสมอ แต่ร้านอาหารทั่วไปจะไม่ได้ใส่ใจในเรื่องรายละเอียดเหล่านี้
- ปรุงตามที่เราต้องการ ผมเชื่อว่าคงจะไม่มีใครทำอาหารและใส่ผงชูรสปริมาณมากแน่ๆ หรือใส่ถั่วลิสงบดเก่าๆ ลงในอาหารที่ทำเอง ดังนั้นการทำอาหารเองเราจะควบคุมคุณภาพได้มากกว่า
- มีกิจกรรมกับคนที่บ้าน การมีลูกเล็กๆ ที่มักจะมีกิจกรรมตลอดเวลาการทำอาหารก็จัดว่าเป็นกิจกรรมอย่างหนึ่งที่มีประโยชน์ ปลูกผังให้เด็กนั้นรู้จักเรื่องอาหารมากขึ้น
- สุขภาพดียิ่งขึ้น แม้ว่าการทำอาหารที่ไม่ใช่อาหารเพื่อสุขภาพ แต่ด้วยความสะอาดกับเครื่องปรุงที่เราควบคุม เราจะมีสุขภาพดีกว่าการไปรับประทานอาหารนอกบ้าน ถ้าเราใส่ใจเรื่องสุขภาพเราก็จะสามารถทำอาหารเพื่อสุขภาพ
- การกินอาหารที่บ้าน เป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ของคนในบ้านทำให้พูดคุยรู้จัก สนิทสนมกันมายิ่งขึ้น
Processed food
ต้องยอมรับว่าอาหารที่เรานำเข้าสู่ร่างกายนั้น หลายๆอย่างเกิดจากการแกะออกจากซอง ไม่ว่าจะมันฝรั่งทอดกรอบ ช๊อกโกแลตหอมหวานแสนอร่อยๆ ไส้กรอก เบคอน แม้กระทั่งมื้ออาหารหลักก็ยังสามารถมาจากถุง หรือกล่องที่ทางโรงงานอุตสาหกรรมผลิตมา ซึ่งหากถามว่ารสชาติเป็นอย่างไร ต้องบอกได้เลยว่าถูกปากมากๆ แต่สิ่งที่ได้เพิ่มคือสารเคมีปรุงแต่งต่างๆเพื่อให้คงรสชาติที่ถูกปาก และยังเก็บไว้บนชั้นวางได้นานมากยิ่งขึ้น ดังนั้นอาหารผ่านการปรุง บรรจุใส่ห่อ ใส่กล่องสวยงาม ที่อยู่เคียงคู่กับคนในยุคปัจจุบัน จึงเรียกว่า Processed food หรือเรียกว่าอาหารผ่านกระบวนการ แล้วเมื่อเรารู้จักอาหารเหล่านี้แล้วทำไมถึงไม่ควรให้เด็กรับประทาน เพราะในร่างกายเด็กภูมิต่างๆยังไม่สามารถที่รับสิ่งต่างๆได้ในปริมาณมาก อาหารเหล่านี้อาจจะก่อให้เกิดภูมิแพ้ หรือก่อความไม่สบายให้กับร่างกายเด็กในระยะยาว และหากเด็กถูกปลูกฝังให้กินแต่อาหารผ่านกระบวนการเด็กก็จะติดกับรสชาติที่ถูกปาก และก็จะไม่อยากกินอาหารที่ปรุงทั่วไป
ทำไมต้อง processed food
อาหารต่างๆที่บรรจุในหีบห่อ ที่นอกจากจะดูสวยงามน่ารับประทานแล้ว ภายในยังต้องมีรสชาติที่ถูกปาก มิฉะนั้นผู้บริโภคคงจะไม่มีใครซื้อ ดังนั้นการปรุงแต่งรสนั้นมีความสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง และด้วยปริมาณการผลิตจำนวนมาก ต้องใช้เวลาขนส่งไปแต่ละแหล่ง อายุของอาหารก็มีส่วนสำคัญ จึงไม่แปลกว่าอุตสาหกรรมเหล่านี้ต้องใส่สารเคมีที่ป้องกันอาหารบูดเน่า เพื่อยึดอายุของอาหาร สิ่งสุดท้ายคือต้นทุนการผลิต เมื่อผลิตในปริมาณมากบริษัทก็ต้องการที่จะได้กำไรมากที่สุด ดังนั้นการลดต้นทุนก็เป็นสิ่งที่ดึงดูดให้บริษัทเหล่านั้นใช้วัตถุดิบที่มีราคาประหยัดกว่า
การทดลอง
ในบทเรียนได้มีการทดลองนำแฮมเบอร์เกอร์สำเร็จรูปจากชั้นวางที่ห้างสรรพสินค้า กับแฮมเบอร์เกอร์ทำเอง วางไว้ แล้วนำแก้วมาครอบ เพื่อรอดูระยะการเน่า ปรากฏว่าแฮมเบอร์เกอร์ที่ทำเองนั้นหนึ่งวันเน่า ส่วนแฮมเบอร์เกอร์สำเร็จรูปกลับสามารถอยู่ได้เป็นเดือน ยังไม่เน่าบูด สิ่งแตกต่างของอาหารที่ทำเองกับอาหารสำเร็จรูปคือ สารเคมีที่ใส่เข้าไปในอาหาร แม้ว่าจะการประกาศว่าการใส่สารเคมีที่ใส่ลงไปในอาหารนั้นมีการควบคุมให้อยู่ในเกณฑ์ที่ไม่เป็นอันตราย แต่เราควรจะยังรับสารเหล่านี้ไปเรื่อยๆ หรือไม่ อันนี้น่าสนใจ
สารอาหารที่ควรรู้
เป็นที่ทราบกันดีว่าสารอาหารหลักๆของเราคือ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน เกลือแร่ วิตามิน สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ร่างกายต้องการ ซึ่งในเนื้อหาวิชาจะเน้นถึงเรื่องการรับสารอาหารเหล่านี้จากแหล่งธรรมชาติมิใช่จาก Processed food
สัดส่วนของอาหาร
ด้วยพื้นฐานแล้วในอดีตจะมีการบอกสัดส่วนในการรับทานอาหารเป็นรูปแบบของ พีระมิดแต่ก็ทำให้เกิดความยากต้องมีการคำนวณปริมาณ จึงมีการกำหนดการรับประทานแบบใหม่ให้เข้าใจง่ายยิ่งขึ้น
ภาพจาก Web : https://www.healthhub.sg/programmes/55/my-healthy-plate
คือการใช้สัดส่วนของจาน ในหนึ่งจานควรจะมีผักครึ่งจาน แป้งขนมปังข้าว 1/4 ของจานและโปรตีนเพียง 1/4 ของจาน
การปลูกฝังเด็ก
เคยสังเกตไหม ว่าเด็กบางคนชอบกินผัก บางคนไม่ชอบกินผัก ความจริงแล้วเด็กไม่ได้เป็นคนช่างเลือก แต่สิ่งแวดล้อมตังหากจะเป็นคนหล่อหลอมการกินของเด็ก เพราะในแต่ละบ้านก็มีแนวทางการรับประทานอาหารที่แตกต่างกันไป หากเราอยากให้เด็กๆ มีสุขภาพดีแข็งแรง เราคงจะไม่ซื้อแต่ขนมหวาน ขนมอบกรอบ น้ำอัดลมไว้ที่บ้านให้เด็กกิน เราจะซื้อผลไม้ อาหารเพื่อสุขภาพวางไว้ที่บ้านมากกว่า ดังนั้นหากเราเริ่มต้นกับมื้ออาหารดีๆที่บ้าน เด็กก็จะรับสิ่งดีๆ และถูกปลูกฝังให้รับประทานอาหารดีๆ ได้ไปถึงตอนโต แต่ถ้าหากเด็กติดอาหารจำพวก processed food อีกหน่อยเด็กคนนั้นก็จะติดกับรสชาติและหันหลังให้กับอาหารจากธรรมชาติ
ทำอย่างไรให้เด็กเรียนรู้และรักที่จะรับประทานอาหารที่มีสุขภาพดี
- การพาเด็กๆ ลูกหลานไปเลือกซื้ออาหารด้วยตนเอง โดยพยายามหลีกเลี่ยงการซื้อ Processed food พาไปเลือกในส่วนของอาหารสด สอนวิธีการเลือก ให้ลูกๆ เลือกด้วยตัวเอง จะสร้างแรงจูงใจในการทำอาหาร หรือการใส่ใจในด้านอาหาร
- หากที่บ้านมีแปลงปลูกพืชก็แนะนำให้สอนให้ลูกปลูกพืชผัก ให้รดน้ำ พรวนดิน ดูแลต้นไม้เพียงเท่านี้เด็กๆ ก็จะรู้สึกมีส่วนร่วมและก็จะอยากรับประทานอาหารเหล่านี้เพิ่มมากขึ้น
การรับประทานอาหารอย่างยั่งยืน
นอกจากการทำอาหารแล้วยังเน้นย้ำถึงวัตถุดิบที่นำมาทำอาหาร เพราะปัจจุบันเนื้อสัตว์ต่างๆนั้นจะต้องใช้ทรัพยากรไม่น้อย ใช้ทรัพยากรมากกว่าการปลูกพืชหลายสิบเท่า การกินเนื้อสัตว์นั้นก็ไม่ได้เหมาะที่จะรับประทานในปริมาณมาก จึงหันมาใช้พืชในการทำอาหารมากยิ่งขึ้น วิธีการนี้จะช่วยให้เด็กๆ รับสารอาหารที่เหมาะสมถูกต้องและรวมไปถึงการลดการใช้ทรัพยากรด้วย
Organic
หากมีโอกาสการเลือกซื้อพืชผักไร้สารเคมีก็เป็นสิ่งที่ดี เพราะจะช่วยร่างกายได้รับคุณค่า และไม่ได้รับสารเคมีจากผัก แต่อย่างไรก็ตามหากไม่มีโอกาสเลือกซื้อผัก Organic ก็ต้องล้างผักให้สะอาดที่สุด โดยใช้วิธีการผ่านน้ำประมาณ 2 นาทีก็จะช่วยลดสารเคมีได้ ส่วนเนื้อสัตว์ปัจจุบันมองหา Organic ได้ยากเน้นการล้างให้สะอาด และบริโภคในปริมาณที่น้อย
การแพ้อาหารในเด็ก
ในร่างกายเด็กการสร้างภูมิยังไม่พร้อมเต็มที่ดังนั้นในการรับประทานอาหารบางประเภทเราจะต้องระวังเรื่องการแพ้ หากรับประทานแล้วแพ้ต้องงดอาหารประเภทเหล่านั้น
ตัวอย่างอาหารที่เด็กมักจะแพ้
- ถั่วลิสง ถั่ววอลนัท อัลมอนด์ ถั่วเม็ดมะม่วงหิมพานต์
- นม
- ไข่
- แป้งสาลี (กลูเตน)
- ถั่วเหลือง นมถั่วเหลือง
- ปลา กุ้ง
หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ทุกท่านมีแรงบันดาลใจเริ่มทำอาหารให้กับลูก เด็กๆ รวมถึงทำให้ตัวเองรับประทานกันนะครับ บทความนี้ขอจบเท่านี้
ขอขอบคุณ Maya Adam ผู้ที่สอน course นี้ครับ
Minimalism2cu


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น